ข้อไหล่ติด

Facebooktwitterredditpinterestlinkedintumblrmail

Cara Terapi Okupasi Membantu Lansia untuk Mandiri

อาการไหล่ติด

ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บหรือปวดในลักษณะตื้อ ๆ ปวดตุบ ๆ บริเวณด้านนอกของหัวไหล่และต้นแขนในบางราย โดยจะปวดมากในช่วงแรกและเมื่อมีการขยับแขน มีอาการข้อติด ทำให้เคลื่อนไหวหัวไหล่ได้ลำบากทั้งการขยับด้วยตนเองหรือมีคนช่วย โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะ

  • ระยะที่ 1 (Freezing) ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหรือปวดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยเป็นมากในเวลากลางคืนและเวลาล้มตัวนอน จากนั้นจะเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อยากขยับบริเวณหัวไหล่ ระยะนี้จะคงอยู่ประมาณ 2-9 เดือน
  • ระยะที่ 2 (Frozen) อาการปวดค่อย ๆ ลดลง แต่การเคลื่อนไหวของหัวไหล่ทำได้ลำบากมากขึ้นในทุกทิศทาง มีอาการข้อยึดตามมา และกล้ามเนื้อรอบหัวไหล่เสื่อมลง เพราะไม่ได้ถูกใช้งาน ซึ่งระยะนี้อาจคงอยู่ประมาณ 4-12 เดือน และส่งผลให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบากขึ้น
  • ระยะที่ 3 (Thawing) เป็นระยะฟื้นตัว อาการปวดและข้อยึดค่อย ๆ หายไป และกลับสู่ภาวะเป็นปกติ บางรายอาจเกือบหายสนิทดี โดยระยะนี้อาจมีอาการอยู่ประมาณ 1-3 ปี

อาการในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไปตามความรุนแรงและระยะเวลาที่เกิดอาการ ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการไหล่ติดได้จากการใช้งานแขนในลักษณะท่าทางต่าง ๆ แล้วรู้สึกเจ็บไหล่หรือไม่สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เช่น ล้วงกระเป๋าหลังของกางเกงที่สวมอยู่ ไม่สามารถยกแขนเพื่อหยิบของในที่สูง เอามือไขว้หลังเพื่อถูหลัง สวมใส่เสื้อผ้าหรือชุดชั้นใน ไม่สามารถกางแขนออกด้านข้างแล้วหงายฝ่ามือขึ้น หรือแม้แต่สระผมด้วยตนเอง โดยปกติอาการสามารถหายไปได้เองภายใน 2-3 ปี หรือนานกว่านั้น แต่มักสร้างความลำบากต่อการใช้ชีวิตประจำวันและผู้ป่วยรู้สึกทรมานจากอาการปวด จึงไม่สามารถปล่อยให้อาการหายไปได้เอง

หากผู้ป่วยมีอาการปวดที่หัวไหล่เรื้อรังและขยับได้ลำบาก ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ เพราะการตรวจวินิจฉัยพบได้ในช่วงแรกและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมจะช่วยป้องกันอาการปวดและข้อติดจนเคลื่อนไหวได้ลำบาก

สาเหตุของอาการไหล่ติด

หัวไหล่เป็นข้อต่อประเภทลูกกลมและเบ้า (Ball และ Socket Joint) ที่ประกอบด้วยกระดูก 3 ส่วน ได้แก่ กระดูกต้นแขน (Humerus) กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกไหปลาร้า (Clavicle) โดยมีเยื่อหุ้มข้อไหล่เป็นตัวยึดข้อต่อเข้าด้วยกันและมีน้ำไขข้อเป็นตัวช่วยหล่อลื่น เพื่อให้เคลื่อนไหวได้ง่ายมากขึ้น แต่เมื่อเยื่อหุ้มข้อไหล่เกิดอาการบวมและหนาขึ้น จึงทำให้เกิดอาการไหล่ติดตามมา ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่มักทำให้เกิดอาการไหล่ติดได้ง่าย ดังนี้

  • อายุและเพศ อาการไหล่ติดมักพบได้บ่อยในผู้มีอายุระหว่าง 40-60 ปี โดยจะเกิดกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  • เคยผ่าตัดหรือได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่ อาการไหล่ติดบางครั้งอาจเกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บหรือหักของแขน หัวไหล่ รวมถึงเคยเข้ารับการผ่าตัดบริเวณหัวไหล่ จึงทำให้บริเวณนั้นไม่ถูกใช้งานในขณะพักฟื้น
  • โรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมีแนวโน้มเกิดอาการไหล่ติดมากขึ้นเป็น 2 เท่ากว่าคนปกติ อาการอาจรุนแรงและรักษาได้ยาก หรืออาจพัฒนาอาการขึ้นกับไหล่ทั้ง 2 ข้าง
  • ปัญหาด้านสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคปอด โรคทางต่อมไทรอยด์อย่างภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism) หรือภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน  มะเร็งเต้านม การหดรั้งของแผ่นเอ็นฝ่ามือ (Dupuytren’s Contracture)
  • ปัญหาเกี่ยวกับไหล่ เช่น หินปูนเกาะกระดูกไหล่ (Calcific Tendonitis) เส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด (Rotator Cuff Tear)
  • อยู่ในภาวะที่เคลื่อนไหวไม่ได้ (Immobility) ผู้ที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวบริเวณไหล่เป็นเวลานานจะยิ่งมีความเสี่ยงกว่าคนปกติมากขึ้น ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบ่อยในขณะพักฟื้นร่างกาย หลังการผ่าตัด หรือแขนหักการทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy)เป็นวิธีที่ใช้รักษาผู้ที่มีอาการในระยะที่ 2-3 หรือผู้ที่มีอาการปวดอยู่มากในช่วงแรก โดยอาจเป็นการนวดบำบัด การใช้อุณหภูมิบำบัด (Thermotherapy) ด้วยการประคบร้อนหรือประคบเย็น เพื่อช่วยลดอาการปวด การยืดกล้ามเนื้อในลักษณะต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของหัวไหล่ โดยทำภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัดในช่วงแรก และจะสอนให้ผู้ป่วยกลับไปปฏิบัติเองที่บ้านภายหลัง

    ตัวอย่างท่าบริหารบรรเทาอาการไหล่ติด เช่น

    • ท่าที่ 1 (Doorway Stretch) ให้ผู้ป่วยยืนหันหน้าเข้าหาประตูทำมุม 90 องศา (เปิดประตูห้องออก) จากนั้นใช้มือด้านที่มีอาการไหล่ติดจับที่ขอบประตูแล้วบิดตัวออก ค้างไว้ 30 วินาที คลายมือและทำซ้ำ
    • ท่าที่ 2 (Forward Flexion) นอนลงบนพื้นในท่าที่ขาเหยียดตรง ใช้แขนข้างปกติช้อนบริเวณข้อศอกแขนอีกข้างที่เกิดอาการไหล่ตกขึ้นอย่างช้า ๆ จนรู้สึกแขนตึง โดยให้แขนข้างที่มีอาการอยู่ในลักษณะเหยียดตรงเหนือศีรษะ ค้างไว้ 15 นาที ค่อย ๆ ปล่อยแขนลงทั้ง 2 ข้างลงให้ผ่อนคลาย จากนั้นทำซ้ำ
    • ท่าที่ 3 (Crossover Arm Stretch) สามารถทำได้ทั้งท่ายืนและท่านั่ง โดยเริ่มจากยื่นแขนข้างที่มีอาการมาด้านหน้าลำตัวพร้อมกับไขว้ผ่านลำตัวบริเวณหน้าอกในลักษณะเหยียดตรง จากนั้นใช้มืออีกข้างจับประคองที่ข้อศอกของแขนข้างที่ทำการยืดและออกแรงดันแขนไปให้สุด ทำการยืดเป็นจังหวะไป-กลับประมาณ 30 ครั้ง

    การป้องกันอาการไหล่ติด

    สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอาการไหล่ติดได้โดยการหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่หรือกลับมาบาดเจ็บซ้ำในกรณีที่อยู่ในช่วงการรักษาตัว รวมไปถึงพยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอในช่วงที่พักฟื้น หากผู้ป่วยมีอาการบาดเจ็บรุนแรงจนทำให้ขยับแขนและไหล่ได้ลำบาก ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์เรื่องการออกกำลังกายที่เหมาะสมในช่วงนี้

     

Facebooktwitterredditpinterestlinkedintumblrmail

You may also like...